PATIPHAN DEV
หน้าแรกคอร์สเรียนผลงานสินค้าบทความเกี่ยวกับผมติดต่อ
เข้าสู่ระบบ
AI ไม่ได้โง่ มันแค่ไม่มีวินัย
ความคืบหน้า0/16 บทเรียน (0%)

บทที่ 1 · ทำไม AI ถึงพลาด

  • บทที่ 1 AI ไม่ได้โง่ มันแค่ไม่มีวินัย11 นาที
  • บทที่ 2 ทำไม prompt ที่ยาวขึ้นไม่ช่วย14 นาที

บทที่ 2 · กฎและวินัยที่ต้องเขียนลงเอกสาร

  • บทที่ 3 กฎชนกันแล้วทำไง — Tie-breaker Rules24 นาที
  • บทที่ 4 จิตตั้งต้น — ก่อน AI แตะโค้ดบรรทัดแรก15 นาที
  • บทที่ 5 สถาปัตยกรรมที่ไม่ตายตัว18 นาที
  • บทที่ 6 รายละเอียดที่แยกมือโปรจากมือสมัครเล่น17 นาที
  • บทที่ 7 ความจริงเหนือความมั่นใจ18 นาที
  • บทที่ 8 รายงานคือชิ้นงาน ไม่ใช่ของแถม17 นาที
  • บทที่ 9 รู้ว่าเมื่อไหร่ลุย เมื่อไหร่ต้องหยุดถาม15 นาที
  • บทที่ 10 วินัยรอบนอก งานที่ทำถูกแล้วไม่มีใครมองเห็น17 นาที

บทที่ 3 · เครื่องมือและการประยุกต์

  • บทที่ 11 สองไฟล์ สองผู้อ่าน12 นาที
  • บทที่ 12 ขุดบทเรียนจากงานที่ผ่านมาของตัวเอง15 นาที
  • บทที่ 13 เลือกขนาดโมเดลให้คุ้มกับงาน13 นาที

บทที่ 4 · ลงมือเขียนคู่มือของคุณเอง

  • บทที่ 14 ลงมือเขียนคู่มือของคุณเอง13 นาที
  • บทที่ 15 เบื้องหลังเอกสารตัวอย่าง กลั่น ตรวจ พัง แล้วแก้14 นาที

บทที่ 5 · ปิดเล่ม

  • สรุปทั้งเล่ม — สิ่งที่คุณมีแล้วตอนนี้5 นาที
100%
บทที่ 1 AI ไม่ได้โง่ มันแค่ไม่มีวินัย

บทที่ 1 AI ไม่ได้โง่ มันแค่ไม่มีวินัย

ใช้เวลาประมาณ 11 นาที

ในบทนี้

  1. 1.คำถามที่ทุกคนถามผิด
  2. 2.ความฉลาดกับวินัยเป็นคนละเรื่อง
  3. 3.3 อาการที่เจอบ่อยที่สุด
  4. 4.สิ่งที่ขาดไม่ใช่ prompt ที่เก่งขึ้น

คุณเปิด terminal ขึ้นมา พิมพ์บอก AI ตัวโปรดว่า "user login ไม่ได้ ช่วยแก้หน่อย" กด enter แล้วเดินไปชงกาแฟ

กลับมาอีกที หน้าจอขึ้นข้อความว่า "แก้เสร็จแล้วครับ! ผมเจอปัญหา และถือโอกาสปรับโครงสร้าง auth module ให้ดีขึ้นด้วย"

คุณเลื่อนดู diff แล้วใจหาย มีไฟล์ถูกแก้ 12 ไฟล์ รวม 340 บรรทัด มี middleware ใหม่ที่คุณไม่ได้ขอ มี interface ถูกเปลี่ยนชื่อทั้งระบบ และเมื่อคุณลอง login ดูจริง มันยังพังเหมือนเดิม

ถ้าคุณเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยจนเริ่มไม่เชื่อคำว่า "แก้เสร็จแล้ว" หนังสือเล่มนี้เขียนมาเพื่อคุณ

คำถามที่ทุกคนถามผิด

พอเจอแบบนี้ คนส่วนใหญ่จะถามว่า "โมเดลไหนดีกว่ากัน" แล้วก็ไล่ลองไปเรื่อย จาก GPT ไป Claude ไป Gemini แล้ววนกลับมาที่เดิม

แต่ละตัวมีปัญหาชุดเดิมในหน้าตาใหม่ บางตัวขี้เกียจเกินไป สั่งอะไรทำแค่นั้นแบบขอไปที บางตัวขยันเกินไป แก้ไฟล์ที่ไม่มีใครขอให้แตะ บางตัวมั่นใจเกินไป บอกว่า "ผ่านแล้ว" ทั้งที่ไม่เคยรันโค้ดจริงเลยสักครั้ง

คำถามที่ควรถามไม่ใช่ "โมเดลไหนฉลาดกว่า" แต่คือคำถามนี้

ทำไมโมเดลที่ฉลาดขนาดเขียน compiler ได้ ถึงลืมรัน test ก่อนบอกว่างานเสร็จ

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความสามารถ มันอยู่ที่วินัย

ความฉลาดกับวินัยเป็นคนละเรื่อง

ลองนึกถึงวิศวกรจูเนียร์ที่เก่งมากสักคน เขียนโค้ดเร็ว เข้าใจ algorithm ยากๆ ได้ในพริบตา

แต่เขายังไม่เคยทำ production พังตอนตีสอง ไม่เคยต้องอธิบายลูกค้าว่าทำไมข้อมูลหาย ไม่เคยเห็นว่าการ "ปรับปรุงนิดหน่อยระหว่างทาง" ของตัวเอง ทำให้ทั้งทีมต้องถอนโค้ดกลับกลางดึก

จูเนียร์คนนี้ไม่ได้โง่ เขาแค่ยังไม่มีบาดแผล และบาดแผลพวกนั้นคือสิ่งที่สอนวิศวกรทุกคนให้รู้ว่า

เอกสารประกอบบทเรียน

  • ชุดเอกสาร Senior Developer Fable 5ไฟล์ต้นฉบับที่ใช้ในเล่ม: FABLE5.md, FABLE5.th.md, README และ teachings ทั้ง 8 บท (ไทย/อังกฤษ)71 KB

บทถัดไป

บทที่ 2 ทำไม prompt ที่ยาวขึ้นไม่ช่วย

ใช้เวลาประมาณ 14 นาที

  • ก่อนพูดว่า "แก้แล้ว" ต้องเห็นมันทำงานจริงกับตาก่อน
  • เจอโค้ดเก่าที่หน้าตาแปลกๆ ให้สงสัยไว้ก่อนว่ามันกันอะไรอยู่ อย่าเพิ่งลบ
  • งานที่ถูกขอ กับงานที่เห็นแล้วอยากทำเพิ่ม เป็นคนละงาน ต้องแยกให้ขาด
  • ของที่เสียแล้วเอาคืนไม่ได้ ไม่ได้มีแค่ข้อมูล เวลาของเพื่อนร่วมทีมที่ต้องมานั่งตรวจงานที่ไม่มีใครขอ ก็เอาคืนไม่ได้เหมือนกัน

AI ที่คุณใช้อยู่ก็คือจูเนียร์คนนั้น มันเขียนโค้ดเก่งมาก จำ syntax ได้ทุกภาษา แต่มันไม่มีบาดแผล เพราะมันไม่เคยต้องรับผลจากความผิดพลาดของตัวเอง สัญชาตญาณระวังตัวแบบที่คนทำงานสั่งสมมาหลายปี จึงไม่มีอยู่ในตัวมันเลย

คนส่วนใหญ่พยายามอุดช่องว่างนี้ด้วยการพิมพ์สั่งเพิ่มทุกครั้ง "อย่าลืม verify นะ" "อย่าแก้เกิน scope นะ" "รัน test ก่อนบอกว่าเสร็จนะ" พิมพ์ซ้ำทุกงาน ทุกวัน จนเบื่อไปเอง แล้ววันไหนลืมพิมพ์ วันนั้นก็ได้ diff 340 บรรทัดกลับมาอีกรอบ

3 อาการที่เจอบ่อยที่สุด

ก่อนไปต่อ ขอแยกอาการที่เจอบ่อยออกเป็น 3 กลุ่ม เพราะแต่ละกลุ่มมีสาเหตุต่างกัน และวิธีแก้ก็ต่างกัน

อาการที่ 1 มั่นใจเกินหลักฐาน

AI บอกว่าแก้เสร็จแล้ว โดยไม่เคยรันโค้ด ไม่เคยเห็นผลลัพธ์จริง มันแค่อ่านโค้ดที่ตัวเองเขียน แล้วเชื่อว่าน่าจะถูก ซึ่งการเอาความมั่นใจมาแทนหลักฐานแบบนี้ คือนิสัยที่วิศวกรอาชีพถูกฝึกให้เกลียดตั้งแต่ปีแรกของการทำงาน

อาการที่ 2 ขยันผิดที่

ถูกขอให้แก้บรรทัดเดียว แต่ส่ง diff มาทั้งไฟล์ เพราะระหว่างทางมันเห็นอะไรที่ "น่าจะปรับให้ดีขึ้นได้" แล้วทำเลยโดยไม่ถาม นี่ไม่ใช่ความขยัน นี่คือการไม่เข้าใจว่าขอบเขตงานคือข้อตกลง ไม่ใช่คำแนะนำ

อาการที่ 3 ลืมทุกอย่างเมื่อเปิดแชทใหม่

คุณเคยสอนไว้แล้วว่าห้ามใช้ any ใน TypeScript แต่พอเปิด session ใหม่ มันลืมสนิท เพราะคำสอนที่พิมพ์ไว้ในแชท ตายไปพร้อมกับแชทนั้น ไม่เคยกลายเป็นนิสัยติดตัว

สังเกตว่าทั้ง 3 อาการไม่เกี่ยวกับว่าโมเดลแรงแค่ไหน โมเดลที่แพงที่สุดในตลาดก็เป็นครบทุกอาการ ถ้าไม่มีอะไรกำกับ ส่วนโมเดลถูกๆ ก็หายจากอาการพวกนี้ได้ ถ้ามีสิ่งที่ถูกต้องกำกับมันอยู่

สิ่งที่ขาดไม่ใช่ prompt ที่เก่งขึ้น

หลายคนสู้กับปัญหานี้ด้วยการเขียน prompt ให้ยาวขึ้น ละเอียดขึ้น ใส่ทุกข้อห้ามที่เคยเจ็บมา จนบางทีคำสั่งยาวกว่าตัวงาน

วิธีนี้ไปไม่รอด ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ prompt เป็นคำสั่งของงานชิ้นเดียว ไม่ใช่นิสัยที่ติดตัว เปิดงานใหม่ต้องพิมพ์ใหม่ มีเพื่อนร่วมทีมคนใหม่ เขาก็ไม่รู้ว่าต้องพิมพ์อะไรบ้าง และไม่มีใครรับประกันได้ว่าครั้งหน้าจะไม่ลืมกฎข้อไหนไป

สิ่งที่ขาดจริงๆ คือชั้นของวิจารณญาณที่อยู่ถาวร เอกสารที่ AI อ่านเองทุกครั้งก่อนเริ่มงาน โดยไม่ต้องมีใครพิมพ์ เอกสารที่ไม่ได้บอกแค่ "ทำอะไร" แต่บอกวิธีคิดเมื่อไม่มีกฎรองรับ และวิธีตัดสินเมื่อกฎสองข้อขัดกันเอง

นั่นคือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้จะพาคุณสร้าง ไม่ใช่ prompt แต่เป็นคู่มือปฏิบัติงานหนึ่งชุด ที่เปลี่ยนจูเนียร์ผู้เก่งกาจแต่ไร้ประสบการณ์ ให้ทำงานด้วยวิจารณญาณของ senior ตั้งแต่บรรทัดแรกที่มันอ่าน

บทถัดไปจะอธิบายว่า ทำไมการยัดคำสั่งเข้า prompt ทีละครั้งถึงไปไม่รอด และเอกสารถาวรที่ว่านี้ต่างจาก prompt ตรงไหน